เงินกู้ ต้องกู้ให้ถูกประเภท

เงินกู้ ต้องกู้ให้ถูกประเภท

“เงินกู้”คำที่ใครใครก็คุณเคย บางครั้งก็ถูกเรียกว่า สินเชื่อ ซึ่งมีความหมายไม่ต่างกัน แต่สินเชื่อนั้นเป็นคำเรียกที่เป็นภาษาที่เป็นทางการ บ้างก็เคยกู้เงินมาซื้อบ้าน บ้างก็กู้เงินมาซื้อรถ บ้างกู้เงินมาเพื่อทำธุระกิจ บางคนกู้เงินมาใช้ยามเงินขาดมือ และไม่ว่าคุณจะกู้เงินมาทำอะไร หรือกู้ที่ไหน เงินกู้ย่อมมีลักษณะที่เหมือนกันคือ “ เป็นเงินที่ถูกหยิบยืมมา โดยผู้กู้สัญญาว่าจะต้องคืนเงินแก่ผู้ให้กู้ในระยะเวลาที่กำหนด และต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้”

ระยะเวลาที่กำหนดนั้นก็ย่อมแต่งต่างกันออกไป อาจเป็นเวลาเพียงไม่กี่วัน หนึ่งเดือน ครึ่งปี หรือ ระยะยาวถึงห้าปี สิบปี ยี่สิบปี หรือสี่สิบปีก็ได้ โดยเงินกู้ในระยะเวลาที่มีช่วงเวลาไม่เกินหนึ่งปีหน้า เราเรียกว่าเงินกู้ระยะสั้น ในขณะที่เงินกู้เงินระยะกลางนั้นหมายถึงเงินกู้มีระยะเวลาการใช้คืนมากกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกิน 5 ปี และเงินกู้ระยะยาวนั้นหมายถึงเงินกู้ที่มีระยะมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ซึ่งการแบ่งประเภทของการกู้นั้นก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันเช่น การกู้ระยะสั้นนั้นเหมาะกับใช้เพื่อหมุนเวียนระยะสั้น เช่น เป็นเงินที่ใช้ในการกู้เพื่อซื้อวัตถุดิบในธุรกิจ เมื่อถึงเวลาก็มีเงินกลับมาใช้หนี้ได้ในหนึ่งปี และมีเครดิตสามารถกู้ต่อในปีถัดไป ในขณะที่เงินกู้ระยะกลางอาจให้สำหรับการผ่อนรถยนต์ หรือการกู้ซื้อเครื่องจักรขนาดกลางเป็นต้น ซึ่งระยะเวลานั้นไม่เกิน 5 ปี ในขณะที่เงินกู้ระยะยาวซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีเป็นต้นไป ซึ่งการผ่อนชำระคืนมักจะเป็นในลักษณะของการลดต้นลดดอก ซึ่งควรใช้สำหรับการกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน ที่ดิน หรือการลงทุนที่เป็นเงินทุนคงที่ เช่นเงินเพื่อการลงทุนในโรงงานหรือเครื่องจักรขนาดใหญ่

การกู้เงินอย่างถูกประเภทนั้นสำคัญอย่างยิ่งในธุรกิจหรือกิจการใดๆ เพราะจะทำให้กิจการไม่ติดขัดเรื่องเงินทุน หรือเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉินก็มีเครดิตกู้ ทำให้กิจการดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งการกู้เงินผิดประเภทจะส่งผลดังนี้ ขอยกตัวอย่างเช่น นายแดงทำธุรกิจ อาหารกระป๋อง แต่นายแดงใช้วงเงินกู้ระยะสั้นที่มีระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 1 ปี ใช้กู้เพื่อไปซื้อเครื่องจักรขนาดกลาง แทนที่จะเป็นเงินระยะกลาง อาจทำให้นายแดงนั้นไม่มีวงเงินกู้ระยะสั้นเหลือไว้สำหรับค่าวัตถุดิบ ปัญหาดังกล่าวมักแก้ไขได้ในระยะต้น แต่เมื่อธุรกิจดำเนินไปเรื่อยๆอาจทำให้สะดุดได้


การคิดดอกเบี้ยเงินกู้นั้นก็ยังแตกต่างกันไปที่เจอบ่อยก็ได้แก การคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ และการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ซึ่งการคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ ขอยกตัวอย่างง่ายที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันนั่นก็คือการกู้เงินเพื่อซื้อรถยนตร์ ส่วนตัวอย่างของการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกที่พบได้บ่อยๆคือการกู้แบบซื้อบ้านนั้นเอง ซึ่งข้อดีของเงินกู้แบบลดต้นลดดอกคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีเงินก้อนเราสามารถทำเงินไปโป๊ะได้ จะทำให้เงินต้นเหลือน้อยลง และดอกเบี้ยก็จะน้อยลงตามลำดับ รู้อย่างนี้แล้ว ทุกครั้งที่กำลังจะมองหาเงินกู้ ควรพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ ความสามารถในการหาเงินมาใช้หนี้ รวมถึงวิธีการคิดดอกเบี้ยอีกด้วย